เมื่อถึงวัยที่ต้องเข้าโรงเรียน การสอนให้ลูกดูแลความสะอาดอย่างที่เคยทำที่บ้านคงไม่เพียงพอ เพราะลูกต้องออกไปเผชิญกับฝุ่นควัน มลพิษ และเชื้อโรคต่างๆ  โดยเฉพาะที่โรงเรียนซึ่งลูกต้องใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมงในแต่ละวัน มาสอนลูกให้รู้จักดูแลความสะอาดให้มากขึ้น เพื่อต้อนรับเปิดเทอมกันดีกว่าค่ะดูแลความสะอาดตั้งแต่ที่บ้าน          คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้ลูกรู้จักดูแลความสะอาดตั้งแต่ที่บ้าน ผ่านกิจวัตรที่ลูกต้องทำ เช่น          ดูแลความสะอาดของร่างกาย เช่น อาบน้ำ สระผม ตัดเล็บ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย และเกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วย          สร้างวินัยและนิสัยรักความสะอาด เช่น เก็บข้าวของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค เสื้อผ้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว  หากเปียกเหงื่อหรือเปียกน้ำ ควรผึ่งให้แห้งก่อนใส่ตะกร้าให้เป็นที่เป็นทางก่อนนำไปซัก เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา เป็นต้น          ดูแลความสะอาดของใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ แปรงสีฟัน ต้องล้างให้สะอาดและผึ่งให้แห้งเสมอ รวมทั้งไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น ปกป้องเชื้อโรคจากที่โรงเรียน          แม้จะมีการรณรงค์ให้แต่ละโรงเรียนทำความสะอาดตามจุดต่างๆ ก่อนเปิดภาคเรียน แต่ด้วยระยะเวลาของการไม่ได้ใช้สถานที่ ก็อาจทำให้มีฝุ่นหรือเชื้อโรคอยู่ตามซอกมุมต่างๆ รวมทั้งจำนวนเด็กและผู้ปกครองที่เข้ามาในบริเวณโรงเรียนในช่วงเปิดภาคเรียน ก็อาจทำให้ลูกได้รับเชื้อโรคได้ จึงต้องสอนให้ลูกดูแลความสะอาดเมื่ออยู่ที่โรงเรียนด้วย เช่น          เล่นในบริเวณที่สะอาดและปลอดภัยจากเชื้อโรค เช่น ไม่เล่นหรือย่ำบริเวณพื้นที่มีน้ำขังหรือชื้นแฉะ  หากที่โรงเรียนมีสนามเด็กเล่น ควรดูว่ามีสิ่งสกปรกติดอยู่หรือไม่ เช่น มูลนก เป็นต้น          ดูความสะอาดของโต๊ะเก้าอี้ เช่น โต๊ะเก้าอี้ในโรงอาหารว่ามีคราบน้ำหวาน นม เศษอาหาร หรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ติดอยู่หรือไม่ หากมีควรแจ้งให้ครูทราบ รวมทั้งสอนลูกไม่ให้ทิ้งเศษขยะหรือทำเลอะเทอะเสียเอง           ล้างมือให้สะอาดเสมอ ไม่ว่าจะหลังเล่นกับเพื่อน ก่อนรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่ม หลังเข้าห้องน้ำ รวมทั้งหลังจากทำกิจกรรมในวิชาเรียน เช่น ปั้นดินน้ำมัน ฯลฯ          กระเป๋านักเรียนไม่ใช่ที่ทิ้งขยะ ไม่ควรทิ้งเศษขยะใดๆ ลงในกระเป๋า โดยเฉพาะเศษอาหารหรือขนม ควรฝึกให้ลูกทิ้งขยะเป็นที่เป็นทาง และเมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็ควรเช็ดทำความสะอาดกระเป๋านักเรียน ก่อนที่จะจัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนสำหรับวันต่อไปTips : แม้โรงเรียนจะเป็นสถานที่ที่ลูกมีโอกาสรับเชื้อโรคได้มากอีกที่หนึ่ง ซึ่งคุณแม่ต้องให้ความใส่ใจและระมัดระวัง แต่ต้องไม่ถึงกับระแวงจนปิดกั้นการเรียนรู้ของลูกนะคะ เพราะธรรมชาติของเด็กวัยย่อมอยากรู้ อยากลอง อยากเล่น ซึ่งจะช่วยให้พัฒนาการด้านต่างๆ ก้าวหน้าสมวัย ดังนั้น หากลูกจะกลับบ้านพร้อมเสื้อผ้าและเนื้อตัวเลอะเทอะบ้างก็ไม่ต้องกังวลมากไป เปลี่ยนความวิตกเรื่องการติดเชื้อโรคต่างๆ มาเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ด้วยการเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ ให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอดีกว่าค่ะTrick : หมดกังวลเรื่องลูกไม่ชอบล้างมือ ด้วยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เตือนบ่อยๆ ว่าหลังทำกิจกรรมใดๆ เสร็จแล้วต้องล้างมือให้สะอาด รวมทั้งจัดเตรียมขวดโฟมล้างมือที่กดง่ายอย่างโฟมล้างมือคิเรอิคิเรอิ ไว้ในที่ที่ลูกสามารถใช้ได้สะดวก ครีมโฟมนุ่มๆ ที่กระจายทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง จะช่วยให้ลูกสนุกกับการล้างมือและไม่ละเลยที่จะให้สะอาดจนเป็นนิสัยแม้จะอยู่นอกบ้านค่ะ..............................................................Cr.Image: http://clothesforsmiles.uniqlo.com/shared/pc/img/unicef/p02/02/140619-report_cover2_02-05.png

อ่านต่อ2017-06-01

           ห้องครัวเป็นอีกหนึ่งแห่งที่จัดเป็นแหล่งสะสมนานาเชื้อโรคในบ้าน โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้ทำความสะอาดทันทีหลังใช้งาน ระวัง 7 แหล่งสะสมเชื้อโรคในห้องครัว           1. เคาน์เตอร์ประกอบอาหาร ไหนจะคราบน้ำมัน คราบอาหาร คราบเครื่องปรุงต่างๆ ที่หกเลอะเทอะขณะทำอาหาร คุณพ่อคุณแม่จึงต้องเช็ดทำความสะอาดอยู่เป็นประจำด้วยน้ำสะอาดหรือสเปรย์ฆ่าเชื้อ เพราะเมื่อเราทำอาหาร อาหารสดที่ใช้ เช่น ไข่ไก่ เนื้อสัตว์ หรือผักผลไม้ต่างๆ ต้องสัมผัสพื้นครัว หากเคาน์เตอร์ไม่สะอาดก็เสี่ยงที่จะมีเชื้อโรคติดลงไปในอาหารได้            2. เขียง ควรแยกเขียงสำหรับอาหารสดกับอาหารที่สุกแล้ว เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค ส่วนการทำความสะอาดเขียงนั้น มีหลายวิธี อาทิ การขัดด้วยเปลือกมะนาว เช็ดด้วยน้ำส้มสายชู หรือราดด้วยน้ำร้อน เมื่อเสร็จขั้นตอนการชำระล้างแล้ว ควรนำไปตากแดดให้แห้งก่อนเก็บ           3. ผ้าเช็ดมือ ควรซักทำความสะอาดและเปลี่ยนบ่อยๆ เพราะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีเชียวค่ะ หรือทางที่ดีอาจเลือกใช้กระดาษชำระที่ใช้เสร็จแล้วก็ทิ้งได้ทันที โดยควรล้างมือให้สะอาดก่อนเช็ดมือด้วยนะคะ          4. ก๊อกน้ำ เวลาที่ล้างมือ หรือภาชนะต่างๆ ภายในห้องครัว คราบสกปรกต่างๆ มีโอกาสกระเด็นไปติดที่ก๊อกน้ำได้ หรือเวลาที่มือเราเปื้อนแล้วต้องเปิดปิดก๊อกน้ำก็อาจทำให้มีเชื้อโรคติดอยู่ จึงควรหมั่นทำความสะอาดก๊อกน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ โดยอาจใช้สเปรย์ฆ่าเชื้อหรือน้ำส้มสายชูขัดก็ได้ค่ะ           5. อ่างล้างจาน แม้จะใช้น้ำยาล้างจานทำความสะอาดจานชามอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ใช่ว่าคราบสกปรกในจานชามที่ถูกชะล้างจะไหลลงตามท่อไปทั้งหมด เพราะมันยังคงแฝงหรือเกาะตัวกันอยู่ในบริเวณอ่างล้างชามนั่นเองค่ะ หลังจากใช้งานเสร็จแล้วจึงควรขัดด้วยน้ำยาทำความสะอาด หรือน้ำส้มสายชู และเช็ดให้แห้ง          6. ฟองน้ำ อีกหนึ่งแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี เพราะระหว่างที่เราใช้ฟองน้ำขัดถูกจานชามแล้วเชื้อโรคก็ยังคงเกาะอยู่ไม่ไปไหน ยิ่งปล่อยให้เปียกชื้นและมีคราบดำเกาะยิ่งไปกันใหญ่ ดังนั้น ควรทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจานและนำไปผึ่งแดดทุกครั้งหลังใช้งาน และควรแยกฟองน้ำล้างจานชามกับฟองน้ำล้างแก้วต่างหากด้วย          7. ตู้เย็นและตู้เก็บของต่างๆ หมั่นตรวจดูอาหารที่เก็บไว้ว่าหมดอายุหรือยัง อาหารบางอย่างเช่น กระเทียม หอมหัวใหญ่ โหระพา ไม่ควรนำไปแช่ตู้เย็น เพราะเน่าเสียง่าย อาหารที่รับประทานไม่หมดแล้วเก็บใส่กล่องไว้ก็ไม่ควรเก็บไว้นานเกินไป ควรเขียนวันที่ไว้บนกล่องหรือภาชนะมีฝาปิดเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบอายุของอาหารนั้น รวมทั้งระวังอย่าให้ตู้เก็บของอับชื้น หมั่นเช็ดทำความสะอาดทั้งภายนอกภายในเพื่อป้องกันแมลงต่างๆ เข้ามาทำรังหรือเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค   Tip : ปรุงไปทำความสะอาดไปห่างไกลเชื้อโรค ขณะทำอาหารควรทำความสะอาดพื้นที่บริเวณที่ปรุงให้สะอาดอยู่เสมอด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นหน้าเตาหรือบริเวณเคาน์เตอร์ ไม่ควรรอจนทำอาหารเสร็จทั้งหมดแล้วค่อยทำความสะอาด เพราะในระหว่างที่ทำอาหารอยู่นั้น คุณแม่ต้องสัมผัสของสดทั้งหลาย อาทิ เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ไก่ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งของเชื้อโรคทั้งสิ้นค่ะ เคล็ดไม่ลับสร้างห้องครัวปลอดภัยเชื้อ          1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้งทุกครั้งทั้งก่อนและหลังทำอาหาร             2. ล้างภาชนะให้สะอาดทุกส่วน และควรใช้น้ำยาล้างจานทุกครั้ง เพราะบางคนไม่ล้างก้นกระทะไม่ล้างหูจับ หรือก้นจานชาม เพราะเข้าใจว่าไม่ได้เปรอะเปื้อนอะไร ทั้งที่ความจริงแล้วมือของเราที่จับภาชนะทั้งหลายก็สัมผัสอาหารสดซึ่งอาจมีเชื้อโรคปะปนอยู่เช่นกัน           3. ผ้าเช็ดมือ เช็ดจานชาม เช็ดเค้าท์เตอร์ ควรเป็นคนละผืนกัน โดยต้องหมั่นซักทำความสะอาด ตากให้แห้งและเปลี่ยนผืนใหม่อยู่เสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค          4. อย่าปล่อยให้ห้องครัวเปียกแฉะโดยไม่เช็ดทำความสะอาดให้แห้ง เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี          5. อย่าละเลยถังขยะในห้องครัว เพราะเป็นที่ทิ้งเศษอาหารต่างๆ ซึ่งมีทั้งของสด ผัก ถุงหรือถาดบรรจุอาหาร ฯลฯ ควรมีฝาปิดที่มิดชิดเพื่อป้องกันแมลงวันหรือสัตว์เลี้ยงมาตอมและคุ้ยเขี่ย ผูกหรือมัดปากถุงให้เรียบร้อยก่อนนำไปทิ้งทุกวัน เพื่อป้องกันการบูดเน่าและป้องกันการเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคTrick : แม้จะมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสกับเชื้อโรค รวมทั้งความร้อนและของมีคมต่างๆ แต่ห้องครัวก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่ลูกจะได้เรียนรู้ในหลายๆ เรื่อง อาทิ ขั้นตอนการปรุงอาหาร ประเภทของผักผลไม้ต่างๆ เรื่องของปริมาตรและปริมาณ ฯลฯ คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรปิดโอกาสการเรียนรู้นี้ค่ะ โดยอาจให้ลูกช่วยงานง่ายๆ และไม่เกิดอันตราย เช่น ช่วยคุณแม่ล้างผักหรือผลไม้ โดยต้องให้ลูกล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังช่วยงานครัว ด้วยสบู่เหลวหรือแบบขวดปั๊มอย่างโฟมล้างมือคิเรอิคิเรอิ เพราะนอกจากจะสะดวกต่อการใช้งานแล้ว การใช้สบู่ก้อนยังมีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคได้มากกว่าอีกด้วยค่ะ.......................................................................................Cr.Image: http://www.sekisuihouse.com/smp/img/contents/lsb9_304.jpg

อ่านต่อ2017-06-01

          การใช้ห้องน้ำสาธารณะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงลำบาก เพราะคุณพ่อคุณแม่ต้องไปทำงานหรือทำธุระต่างๆ นอกบ้าน ขณะที่ลูกๆ ก็ต้องไปโรงเรียน จึงจำเป็นต้องอยู่นอกบ้านเป็นเวลาหลายชั่วโมง ย่อมต้องใช้บริการห้องน้ำสาธารณะเป็นประจำ ซึ่งหากไม่ระวังก็อาจทำให้เชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้ค่ะห้องน้ำสาธารณะแหล่งรวมเชื้อโรค          เนื่องจากอุณหภูมิและความชื้นในห้องน้ำสาธารณะเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคต่างๆ อีกทั้งในแต่ละวันมีคนใช้ห้องน้ำสาธารณะเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีการดูแลและทำความสะอาดที่ดีพอ หรือผู้ใช้บริการดูแลตัวเองไม่ดีพอ ก็อาจทำให้ติดเชื้อโรคได้ อาทิ อหิวาตกโรค เชื้อโคลิฟอร์มที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง เชื้อไวรัสเริม เป็นต้นจุดอันตรายในห้องน้ำสาธารณะ          ข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่า จุดอันตรายที่เชื้อโรคอาจติดอยู่ คือ บริเวณที่จับสายฉีดชำระ บริเวณพื้นห้องส้วม และบริเวณที่รองนั่งชักโครก นอกจากนี้ ยังมีจุดที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคอีก 4 จุด คือ ที่กดน้ำทำความสะอาดในห้องส้วม ก๊อกน้ำ กลอนหรือลูกบิดประตู และอ่างล้างมือ ซึ่งหากมีผู้ใช้บริการบางคนไม่ได้ล้างมือให้สะอาดแล้วไปสัมผัสจุดเสี่ยง ก็จะทำให้เชื้อโรคไปติดอยู่ที่บริเวณนั้นๆ ได้Tip : แม้ห้องน้ำสาธารณะจะไม่สะอาดและปลอดภัยจากเชื้อโรคเท่าที่บ้าน แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ลูก (รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่เอง) กลั้นปัสสาวะนะคะ เพราะจะทำให้กลไกของการทำความกระเพาะปัสสาวะเกิดการเปลี่ยนแปลง และทำให้เกิดอาการกระเพะปัสสาวะอักเสบ หรือเป็นโรคกรวยไตอักเสบตามมาได้ ดังนั้น เปลี่ยนจากการกลั้นปัสสาวะมาเป็นการสอนให้ลูกป้องกันตัวเองจากเชื้อโรค เช่น การล้างมือให้สะอาดดีกว่าค่ะใช้ห้องน้ำสาธารณะอย่างไรปลอดภัยจากเชื้อโรค          แม้บางครั้งจะหลีกเลี่ยงการใช้บริการห้องน้ำสาธารณะไม่ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกให้ป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคได้ เช่น          • เลือกใช้ห้องน้ำที่มีความสะอาด ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ          • ก่อนทำธุระให้ใช้แอลกอฮอล์แบบพกพาฉีดฝารองนั่ง แล้วใช้กระดาษชำระเช็ดให้แห้งและสะอาด หรือใช้กระดาษชำระรองก่อนนั่ง          • เมื่อทำธุระเสร็จแล้ว ก่อนกดชักโครกควรปิดฝาก่อนทุกครั้งเพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อโรค เพราะการกดชักโครกแต่ละครั้ง อาจทำให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายไปได้มากถึง 6 ฟุตจากโถส้วม ทำให้เชื้อโรคลอยอยู่ในอากาศและเข้าสู่ระบบหายใจได้          • ใช้กระดาษทิชชูจับกลอน มือจับ หรือลูกบิดประตูห้องน้ำ          • หลังใช้ห้องน้ำแล้วควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง          • เช็ดมือให้แห้งด้วยกระดาษทิชชู แทนการใช้เครื่องเป่ามืออัตโนมัติที่มีอยู่ตามห้องน้ำสาธารณะ เพราะเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่มีการสะสมของเชื้อโรคจำนวนมากTrick : เมื่อกลับถึงบ้านแล้วควรให้ลูกล้างมือให้สะอาดโดยใช้น้ำและโฟมล้างมือคิเรอิคิเรอิ ที่สามารถทำความสะอาดได้อย่างหมดจด คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกล้างมืออย่างถูกวิธีตามขั้นตอน เริ่มจากใช้น้ำและโฟมล้างมือคิเรอิคิเรอิล้างฝ่ามือให้สะอาดโดยใช้ฝ่ามือถูกัน ใช้ฝ่ามือถูหลังมือและซอกนิ้วมือ ใช้ฝ่ามือถูฝ่ามือและซอกนิ้วมือ ใช้หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ ถูบริเวณหัวแม่มือโดยรอบฝ่ามือ ใช้ปลายนิ้วถูขวางฝ่ามือ ถูรอบๆ ข้อมือ จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด และเช็ดมือให้แห้งค่ะ......................................................................Cr.Image: https://s3-ap-southeast-1.amazonaws.com/builk3storage/project/20161108_041743_project_2063946_big.jpg

อ่านต่อ2017-06-01

          การเดินทางจะช่วยเปิดโลกทัศน์ สร้างเสริมประสบการณ์ใหม่ๆ และช่วยให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่แตกต่างไปจากที่บ้านและสังคมที่คุ้นเคย แต่ก่อนพาลูกออกทริปเดินทางไกลนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมความพร้อมให้ดีด้วยค่ะเตรียมพร้อมก่อนพาลูกออกเดินทาง          ศึกษาสถานที่ เพื่อวางแผนการเดินทาง เช่น  เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถไฟ เครื่องบิน เพื่อจะได้วางแผนการจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นที่ต้องนำไปด้วย เป็นต้น และสถานที่ท่องเที่ยวนั้นมีจุดไหนที่สามารถพาลูกไปได้อย่างปลอดภัย โรงแรมที่พักมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กหรือไม่ เป็นต้น           ความปลอดภัยต้องมาก่อน การเดินทางโดยมีเด็กๆ ไปด้วย ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เช่น ไม่พาลูกไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น น้ำตก ที่อาจมีการลื่น หกล้ม หรือพลัดตกลงไปได้ เป็นต้น หากลูกยังเล็กและต้องเดินทางด้วยรถยนต์ควรให้ลูกนั่งคาร์ซีทเสมอ ควรจัดยาที่จำเป็นไปด้วย เช่น ยาประจำตัวของลูก ยาแก้ไข้ ยาแก้เมารถ เป็นต้น นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาวิธีการปฐมพยาบาลเด็กเบื้องต้นอย่างถูกวิธีด้วย          เตรียมตัวเจ้าตัวเล็ก หากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่แน่ใจว่าลูกพร้อมที่จะเดินทางไกลๆ แล้วหรือยัง อาจลองซ้อมด้วยการพาลูกออกทริปแบบไปเช้าเย็นกลับดูก่อนก็ได้ค่ะ แล้วค่อยๆ ขยับเป็นพาไปเที่ยวแบบค้างคืน เพื่อสังเกตพฤติกรรมและข้อมูลต่างๆ ในการเดินทางไกลกับลูก เช่น ลูกเมารถหรือไม่ สามารถนั่งรถได้นานกี่ชั่วโมง เป็นต้น          ของจำเป็นต้องเพียงพอ เช่น เสื้อผ้าของลูกควรจัดตามจำนวนวันที่ไป และมีเผื่อไว้ 1-2 ชุด เพื่อให้ลูกเปลี่ยนหากเล่นหรือรับประทานอาหารเลอะเทอะ โดยเลือกเนื้อผ้าและแบบที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ รวมทั้งอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ อาทิ สบู่ แชมพู โลชั่นสำหรับเด็ก เป็นต้น           มีของเล่นชิ้นโปรด ให้ลูกเลือกของเล่นหรือตุ๊กตาตัวโปรดไปด้วยตามความเหมาะสม คือ ไม่ขนไปมากจนเกะกะ  การมีของเล่นชิ้นโปรดไปด้วยจะช่วยลูกไม่รู้สึกเบื่อหรือเกิดความเครียดขณะเดินทาง           รักษาความสะอาดเสมอ ทั้งสถานที่พักและสถานที่ที่พาลูกไป เพราะลูกมีโอกาสได้สัมผัสกับเชื้อโรคได้ ทั้งจากผู้คนที่ไปเที่ยวในสถานที่นั้นๆ รวมทั้งตามจุดต่างๆ ของที่พัก เช่น ปุ่มกดลิฟท์ ราวบันได ลูกบิด ฯลฯ ควรให้ลูกล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่สัมผัสกับจุดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค รวมทั้งสอนลูกให้ทิ้งขยะเป็นที่เป็นทาง ไม่บ้วนน้ำลายหรือเสมหะลงพื้น เพื่อป้องกันการกระจายเชื้อโรคสู่พื้นที่สาธารณะ Tip :  การออกทริปเดินทางไกลด้วยรถยนต์กับลูกที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปีไปด้วยนั้น ต้องให้ลูกนั่งที่นั่งด้านหลังและคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ ไม่ควรเดินทางยาวนานติดต่อกันเกิน 8 ชั่วโมง และควรหยุดพักทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกรวมทั้งคุณพ่อคุณแม่เองได้หยุดพักผ่อน เปลี่ยนอิริยาบถจากการนั่งรถนานๆ และเพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกเหนื่อยหรือเครียดกับการเดินทางจนเกินไป Trick : คุณแม่ควรพกขนม หรือของอาหารที่รับประทานง่ายๆ น้ำดื่ม หรือนมติดกระเป๋าไปด้วย เพราะลูกอาจรู้สึกหิวหรือกระหายน้ำในระหว่างที่เดินทาง โดยควรเป็นอาหารที่ลูกชอบ มีประโยชน์ต่อร่างกายและเหมาะสมกับวัย เช่น ขนมปังกรอบ ซีเรียลแบบแท่ง ผลไม้ชิ้นเล็กๆ นม น้ำผลไม้ น้ำดื่ม เป็นต้น อย่าลืมพกผ้าเปียกเพื่อให้ลูกเช็ดมือก่อนรับประทาน อ้อ...อย่าลืมพกถุงพลาสติกสำหรับใส่เศษอาหารหรือขยะต่างๆ ด้วยนะคะ ...........................................................Cr.Image: https://www.airtrip.jp/column/wp-content/uploads/2017/02/pixta_21832889_M_R.jpg

อ่านต่อ2017-06-01
ชวนเด็กๆ มาล้างมือให้สะอาดด้วย 7 ขั้นตอนการล้างมือที่ถูกต้องกันค่ะ